- @TOM NEWS
- Feb 2023
Close เมื่อความสนิทสนมของเรา กลายเป็นสิ่งแปลกประหลาดในสายตาคนอื่น

By : ชีวิตผมก็เหมือนหนัง
[ระวัง SPOIL มีการเปิดเผยประเด็นสำคัญของหนัง]
ช่วงวัยประถมเรามีรุ่นน้องที่เป็นเพื่อนสนิทอยู่คนนึง บ้านเราอยู่ใกล้กัน ครอบครัวเรารู้จักคุ้นเคยกันดี เราต่างเดินเข้าออกบ้านกันได้อย่างสบายใจ แต่แล้ววันนึงก็ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม จำไม่ได้แล้วว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงมันคืออะไร รู้แค่ว่าครอบครัวของเค้าและตัวเค้าเองตัดสินใจเลิกคบหาสนิทสนมกับเรา เพราะไม่อยากให้ลูกเป็น “ตุ๊ด” เหมือนกับเรา หรืออะไรประมาณที่ว่าเราทำให้ลูกเค้ากลายเป็นตุ๊ดนั่นแหละ ดังนั้น การนั่งดู Close มันก็เลยขุดคุ้ยความทรงจำเก่าๆ ของตัวเราเอง หรือแม้แต่เอาความรู้สึกของตัวละครตรงหน้าไปลองทาบทับกับความรู้สึกของตัวเราเอง ทั้งที่บอกตามตรง ในวันนี้เราแทบจะไม่รู้สึกรู้สากับทรงจำของตัวเองแล้ว
Close บอกเล่าความสัมพันธ์ของเด็กชายสองคนที่สนิทสนมกันยิ่งกว่าพี่น้อง ครอบครัวของทั้งสองบ้านต่างก็รักใคร่กัน และไม่เคยว่าอะไรที่ Léo จะขอไปนอนค้างที่บ้านของ Rémi อยู่บ่อยๆ จนกระทั่งวันที่พวกเค้าเข้าเรียนชั้นมัธยมแล้วต้องเจอกับสังคมใหม่ๆ ซึ่งดูเหมือนความสนิทสนมของพวกเค้าจะถูกจับตามองจากเพื่อนๆ และตีค่าไปว่าพวกเค้าเป็นอะไรกันมากกว่าเพื่อน นั่นทำให้ Léo หงุดหงิดใจและตัดสินใจถอยห่างออกจากความสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับ Rémi ซึ่งทำให้ Rémi เจ็บปวดใจมาก จนเค้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงทุกคนรอบข้างไปตลอดกาล
ชอบการที่หนังให้เวลากับช่วงเวลาที่ Léo กับ Rémi อยู่ด้วยกันในพาร์ตแรกมาก แน่ล่ะ ในสายตาของเรา วูบหนึ่งมันมีกลิ่นอายโฮโมฯ ลอยอบอวล แต่แล้วกลิ่นอายนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยสายสัมพันธ์และมิตรภาพที่มากกว่าแค่เรื่องรักใคร่ แล้วที่สุดแล้ว มันก็ไม่สำคัญเลยว่า Léo กับ Rémi จะรู้สึกต่อกันฉันคนรักหรือไม่ เพราะความรักของพวกเค้ามันอยู่เหนือกว่านั้น ซึ่งพอเราได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ Lukas Dhont ผู้กำกับ ที่บอกเอาไว้ว่า “ผมอยากทำหนังเกี่ยวกับช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของพวกเราทุกคน ช่วงเวลาที่ความรักยังไม่มีชื่อเรียกหรือคำนิยาม” เราก็ตบเข่าดังฉาด นี่ล่ะคือนิยามของหนังเรื่องนี้จริงๆ
ในชีวิตที่ผ่านมา เราได้รับรู้ถึงการเลือกที่จะจากไปของคนรอบตัวมาแล้วหลายครั้ง และก็มักจะพูดเสมอว่า “เราเคารพในการตัดสินใจของเค้านะ” แต่กับการตัดสินใจของ Rémi มันยากที่จะพูดแบบนั้นจริงๆ แม้เราจะรับรู้ถึงความอ่อนไหวเปราะบาง ทุกข์ทรมานของเค้าผ่านเหตุการณ์ต่างๆ (ไปจนถึงคาดเดาได้ว่า เค้าอาจจะเคยพยายามทำสิ่งนี้มาแล้วก่อนหน้านี้) แต่ด้วยวัยอันน้อยนิด อนาคตที่ยังรอคอยอยู่ และผลกระทบที่ส่งต่อไปยังคนอื่นๆ รอบๆ เป็นวงกว้าง เราไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเลย และในพาร์ตหลัง เมื่อ Léo ต้องพยายามใช้ชีวิตต่อไป โดยทั้งเก็บกดความรู้สึกผิดของตัวเอง กักความโกรธ สงสัย และเจ็บปวดเอาไว้ภายใน ไปจนถึงจมอยู่กับความคิดถึง Rémi ตลอดเวลา มันก็น่าแปลกที่เราก็รู้สึกไปกับตัวละครในทุกๆ วินาทีของชีวิตเค้าจริงๆ

ทั้งหมดนี้ต้องยกเครดิตให้กับบการแสดงของ Eden Dambrine และ Gustav De Waele เด็กสองคนนี้คือความมหัศจรรย์จริงๆ นอกจากเสน่ห์ที่พวยพุ่งไม่หยุดไม่หย่อนในแต่ละฉากแล้ว การแสดงและตัวละครของพวกเค้า มันช่างอ่อนโยน ละเมียดละไม ร้าวราน เจ็บปวด และงดงามเหลือเกิน บ่อยครั้งที่ตัวหนังปราศจากบทสนทนาใดๆ แต่เราสามารถอ่านความคิดของพวกเค้าได้ผ่านแววตา ใบหน้า การเคลื่อนไหวร่างกาย หรือแม้แต่ลมหายใจ
มีอะไรอีกหลายอย่างที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ การเลือกพื้นเพการปลูกดอกไม้และเก็บเกี่ยวของครอบครัว Léo, ชอบฉากเล็กๆ ที่พี่ชายปลอบน้องชายด้วยท่าทีง่ายๆ, ชอบฉากแตกสลายบนโต๊ะอาหาร เมื่อคุณพ่อของ Rémi กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่, ชอบการแสดงของ Émilie Dequenne ในบทแม่ของ Rémi มาก และชอบการคลี่คลายตัวละครด้วยฉากระหว่าง Léo กับคุณแม่ของ Rémi มากๆ
ถึง Close จะไม่ได้พูดถึงประเด็น LGBTQ+ หรือความหลากหลายทางเพศตรงๆ แต่มันก็ทำให้เราได้เห็นว่า การสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้มีผลต่อเด็กๆ เยาวชนทุกคนจริงๆ ไม่ว่าเค้าจะเป็นเยาวชน LGBTQ+ หรือไม่ก็ตาม
Close ฉายรอบพิเศษ หลัง 1 ทุ่ม ตั้งแต่ 16 - 22 กุมภาพันธ์ และเริ่มฉายจริง 23 กุมภาพันธ์นี้
[ระวัง SPOIL มีการเปิดเผยประเด็นสำคัญของหนัง]
ช่วงวัยประถมเรามีรุ่นน้องที่เป็นเพื่อนสนิทอยู่คนนึง บ้านเราอยู่ใกล้กัน ครอบครัวเรารู้จักคุ้นเคยกันดี เราต่างเดินเข้าออกบ้านกันได้อย่างสบายใจ แต่แล้ววันนึงก็ดูเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม จำไม่ได้แล้วว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงมันคืออะไร รู้แค่ว่าครอบครัวของเค้าและตัวเค้าเองตัดสินใจเลิกคบหาสนิทสนมกับเรา เพราะไม่อยากให้ลูกเป็น “ตุ๊ด” เหมือนกับเรา หรืออะไรประมาณที่ว่าเราทำให้ลูกเค้ากลายเป็นตุ๊ดนั่นแหละ ดังนั้น การนั่งดู Close มันก็เลยขุดคุ้ยความทรงจำเก่าๆ ของตัวเราเอง หรือแม้แต่เอาความรู้สึกของตัวละครตรงหน้าไปลองทาบทับกับความรู้สึกของตัวเราเอง ทั้งที่บอกตามตรง ในวันนี้เราแทบจะไม่รู้สึกรู้สากับทรงจำของตัวเองแล้ว
Close บอกเล่าความสัมพันธ์ของเด็กชายสองคนที่สนิทสนมกันยิ่งกว่าพี่น้อง ครอบครัวของทั้งสองบ้านต่างก็รักใคร่กัน และไม่เคยว่าอะไรที่ Léo จะขอไปนอนค้างที่บ้านของ Rémi อยู่บ่อยๆ จนกระทั่งวันที่พวกเค้าเข้าเรียนชั้นมัธยมแล้วต้องเจอกับสังคมใหม่ๆ ซึ่งดูเหมือนความสนิทสนมของพวกเค้าจะถูกจับตามองจากเพื่อนๆ และตีค่าไปว่าพวกเค้าเป็นอะไรกันมากกว่าเพื่อน นั่นทำให้ Léo หงุดหงิดใจและตัดสินใจถอยห่างออกจากความสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับ Rémi ซึ่งทำให้ Rémi เจ็บปวดใจมาก จนเค้าตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงทุกคนรอบข้างไปตลอดกาล
ชอบการที่หนังให้เวลากับช่วงเวลาที่ Léo กับ Rémi อยู่ด้วยกันในพาร์ตแรกมาก แน่ล่ะ ในสายตาของเรา วูบหนึ่งมันมีกลิ่นอายโฮโมฯ ลอยอบอวล แต่แล้วกลิ่นอายนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยสายสัมพันธ์และมิตรภาพที่มากกว่าแค่เรื่องรักใคร่ แล้วที่สุดแล้ว มันก็ไม่สำคัญเลยว่า Léo กับ Rémi จะรู้สึกต่อกันฉันคนรักหรือไม่ เพราะความรักของพวกเค้ามันอยู่เหนือกว่านั้น ซึ่งพอเราได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ Lukas Dhont ผู้กำกับ ที่บอกเอาไว้ว่า “ผมอยากทำหนังเกี่ยวกับช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของพวกเราทุกคน ช่วงเวลาที่ความรักยังไม่มีชื่อเรียกหรือคำนิยาม” เราก็ตบเข่าดังฉาด นี่ล่ะคือนิยามของหนังเรื่องนี้จริงๆ
ในชีวิตที่ผ่านมา เราได้รับรู้ถึงการเลือกที่จะจากไปของคนรอบตัวมาแล้วหลายครั้ง และก็มักจะพูดเสมอว่า “เราเคารพในการตัดสินใจของเค้านะ” แต่กับการตัดสินใจของ Rémi มันยากที่จะพูดแบบนั้นจริงๆ แม้เราจะรับรู้ถึงความอ่อนไหวเปราะบาง ทุกข์ทรมานของเค้าผ่านเหตุการณ์ต่างๆ (ไปจนถึงคาดเดาได้ว่า เค้าอาจจะเคยพยายามทำสิ่งนี้มาแล้วก่อนหน้านี้) แต่ด้วยวัยอันน้อยนิด อนาคตที่ยังรอคอยอยู่ และผลกระทบที่ส่งต่อไปยังคนอื่นๆ รอบๆ เป็นวงกว้าง เราไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเลย และในพาร์ตหลัง เมื่อ Léo ต้องพยายามใช้ชีวิตต่อไป โดยทั้งเก็บกดความรู้สึกผิดของตัวเอง กักความโกรธ สงสัย และเจ็บปวดเอาไว้ภายใน ไปจนถึงจมอยู่กับความคิดถึง Rémi ตลอดเวลา มันก็น่าแปลกที่เราก็รู้สึกไปกับตัวละครในทุกๆ วินาทีของชีวิตเค้าจริงๆ

ทั้งหมดนี้ต้องยกเครดิตให้กับบการแสดงของ Eden Dambrine และ Gustav De Waele เด็กสองคนนี้คือความมหัศจรรย์จริงๆ นอกจากเสน่ห์ที่พวยพุ่งไม่หยุดไม่หย่อนในแต่ละฉากแล้ว การแสดงและตัวละครของพวกเค้า มันช่างอ่อนโยน ละเมียดละไม ร้าวราน เจ็บปวด และงดงามเหลือเกิน บ่อยครั้งที่ตัวหนังปราศจากบทสนทนาใดๆ แต่เราสามารถอ่านความคิดของพวกเค้าได้ผ่านแววตา ใบหน้า การเคลื่อนไหวร่างกาย หรือแม้แต่ลมหายใจ
มีอะไรอีกหลายอย่างที่ชอบมากในหนังเรื่องนี้ การเลือกพื้นเพการปลูกดอกไม้และเก็บเกี่ยวของครอบครัว Léo, ชอบฉากเล็กๆ ที่พี่ชายปลอบน้องชายด้วยท่าทีง่ายๆ, ชอบฉากแตกสลายบนโต๊ะอาหาร เมื่อคุณพ่อของ Rémi กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่, ชอบการแสดงของ Émilie Dequenne ในบทแม่ของ Rémi มาก และชอบการคลี่คลายตัวละครด้วยฉากระหว่าง Léo กับคุณแม่ของ Rémi มากๆ
ถึง Close จะไม่ได้พูดถึงประเด็น LGBTQ+ หรือความหลากหลายทางเพศตรงๆ แต่มันก็ทำให้เราได้เห็นว่า การสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้มีผลต่อเด็กๆ เยาวชนทุกคนจริงๆ ไม่ว่าเค้าจะเป็นเยาวชน LGBTQ+ หรือไม่ก็ตาม
Close ฉายรอบพิเศษ หลัง 1 ทุ่ม ตั้งแต่ 16 - 22 กุมภาพันธ์ และเริ่มฉายจริง 23 กุมภาพันธ์นี้